ขาหักจนหมอสั่งให้ "ลงน้ำหนัก" ได้แล้ว... แต่ทำไมพอเหยียบพื้นแล้วถึงเจ็บแปล๊บที่ข้อเท้าและส้นเท้า?
ขาหักจนหมอสั่งให้ "ลงน้ำหนัก" ได้แล้ว... แต่ทำไมพอเหยียบพื้นแล้วถึงเจ็บแปล๊บที่ข้อเท้าและส้นเท้า?
"หมอครับ/หมอคะ ขาหักตรงหน้าแข้งตอนนี้กระดูกติดแล้ว หมออนุญาตให้ลองเดินลงน้ำหนักได้ แต่ทำไมพอเอาเท้าแตะพื้นมันถึงเจ็บที่ส้นเท้ามาก? แถมข้อเท้าก็แข็งเป๊กเหมือนมีอะไรมาล็อกไว้เลย แบบนี้กระดูกหนูมีปัญหาหรือเปล่า?"
นี่คือความกังวลใจอันดับหนึ่งของคนไข้ที่กำลังจะ "กลับมาเดินใหม่" หลังจากใส่เฝือกหรือผ่าตัดใส่เหล็กมานานครับ หลายคนเข้าใจว่าพอกระดูกติดปุ๊บ จะเดินปร๋อได้ปั๊บ แต่ความจริงคือ "กระดูกติดเป็นเรื่องของเครื่องยนต์ แต่ข้อติดและพังผืดเป็นเรื่องของช่วงล่าง" ครับ วันนี้หมอจะมาอธิบายว่าทำไมท่านถึงเจ็บ และต้องทำอย่างไรถึงจะกลับมาเดินได้ปกติครับ
"จากขาหัก สู่คนกลัวการก้าวเดิน... เพราะความตึงที่ไม่ได้เตรียมใจ"
ผมมีเคสคนไข้ท่านหนึ่ง (นามสมมติว่าคุณนัท) ขาหักตรงหน้าแข้งส่วนล่างใกล้ข้อเท้า หมอใส่เหล็กดามไว้จนกระดูกติดดี คุณนัทไม่ได้ลงน้ำหนักมา 3 เดือนเต็ม พอวันที่หมอสั่งให้ "Full Weight Bearing" หรือลงน้ำหนักเต็มที่ คุณนัทแทบน้ำตาร่วงครับ เพราะพอเหยียบพื้นปุ๊บ มันปวดร้าวที่ส้นเท้าเหมือนโดนเข็มทิ่ม และข้อเท้าแข็งจนขยับไม่ได้
คุณนัทถามผมด้วยความตกใจว่า "เหล็กมันเคลื่อนหรือเปล่าหมอ?" ผมตรวจแล้วบอกว่า "ไม่ใช่ครับคุณนัท เหล็กยังอยู่ที่เดิม แต่สะสมความตึงมา 3 เดือนต่างหากครับ"
ทำไมลงน้ำหนักแล้วถึงเจ็บส้นเท้าและข้อเท้าแข็ง? (สาเหตุที่แท้จริง)
เมื่อเราขาหักและต้องพักการใช้งานนาน ๆ ร่างกายจะเกิดความเปลี่ยนแปลง 3 อย่างที่ทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาเดินใหม่ครับ:
- ภาวะส้นเท้าฝ่อ (Fat Pad Atrophy): ที่ส้นเท้าเราจะมี "ไขมัน" หนา ๆ ทำหน้าที่เป็นโช้คอัพ พอเราไม่เดินนาน ๆ ไขมันส่วนนี้จะฝ่อตัวและบางลง พอมาเหยียบพื้นครั้งแรก กระดูกส้นเท้าเลยกระแทกพื้นเกือบจะโดยตรง ทำให้เจ็บมากนั่นเองครับ
- พังผืดในข้อเท้า (Joint Stiffness): การที่เราไม่ขยับข้อเท้าเลยเป็นเวลานาน น้ำเลี้ยงในข้อจะเหนียวตัว และเอ็นรอบ ๆ ข้อจะสั้นและแข็งตัวเหมือนกาวที่แห้งติดสนิท ทำให้เวลาจะก้าวเดิน ข้อเท้าจึงไม่ยืดหยุ่นและรู้สึกเหมือน "แข็ง"
- เอ็นร้อยหวายตึง (Achilles Tendon Tightness): เอ็นที่ใหญ่ที่สุดหลังข้อเท้าจะสั้นลงจากการไม่ได้ใช้งาน ทำให้เรากระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เวลาเดินแนวแรงจึงผิดปกติและไปกระแทกที่ส้นเท้าเต็ม ๆ
การวินิจฉัย: เช็กให้ชัวร์ก่อนลุยเดิน
ก่อนจะเริ่มฝึกเดิน หมอต้องยืนยันความพร้อมดังนี้ครับ:
- Digital X-ray: ดูว่ามี "Callus" หรือสะพานกระดูกเชื่อมกันแข็งแรงพอหรือยัง และตำแหน่งเหล็กยังนิ่งดีอยู่ไหม
- ตรวจร่างกาย: หมอจะประเมินองศาการกระดกข้อเท้า (Range of Motion) เพื่อดูว่าจุดที่เจ็บมาจากความแข็งของข้อหรือการอักเสบของเอ็น
- Ultrasound: ในบางรายหมออาจใช้ดูสภาพไขมันที่ส้นเท้าหรือเอ็นร้อยหวายว่ามีความหนาปกติหรือไม่ครับ
วิธีแก้ไขและแนวทางรักษา (Step-by-Step)
1. การประคบอุ่นและนวดเบา ๆ
ก่อนฝึกเดิน ให้แช่เท้าในน้ำอุ่นประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้พังผืดและเส้นเอ็นอ่อนตัวลง จากนั้นให้ใช้มือนวดคลึงบริเวณอุ้งเท้าและรอบส้นเท้าเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
2. ยืดเอ็นร้อยหวาย (สำคัญมาก)
ใช้ผ้าขนหนูคล้องที่ปลายเท้าแล้วดึงเข้าหาตัว ค้างไว้ 15 วินาที ทำบ่อย ๆ วันละ 10-20 รอบ เพื่อให้ข้อเท้ากระดกได้มากขึ้น จะช่วยลดแรงกระแทกที่ส้นเท้าเวลาเดินได้ครับ
3. ค่อย ๆ ลงน้ำหนัก (Partial to Full Weight)
อย่าเพิ่งทิ้งน้ำหนักลงไป 100% ทันที ให้เริ่มจาก 25% → 50% → 75% โดยใช้ไม้เท้าหรือ Walker ช่วยพยุง เพื่อให้ไขมันที่ส้นเท้าค่อย ๆ ปรับตัวรับแรงกด
4. ใส่รองเท้าที่นุ่มและซัพพอร์ตส้นเท้า
ห้ามเดินเท้าเปล่าในบ้าน ในช่วงแรกให้ใส่รองเท้าในบ้านที่มีพื้นนุ่มและส้นหนาเล็กน้อย เพื่อทำหน้าที่เป็น "โช้คอัพเสริม" แทนไขมันส้นเท้าที่ฝ่อไป
5. การฉีดยาลดปวดหรือใช้ Ultrasound นำทาง
หากเจ็บมากจนเดินไม่ได้ หมออาจใช้เครื่อง Ultrasound นำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะจุด หรือทำกายภาพบำบัดด้วยคลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) เพื่อสลายพังผืดที่ข้อเท้าครับ
พยากรณ์โรค: นานไหมกว่าจะเดินได้ปกติ?
อาการเจ็บส้นและข้อเท้าแข็งหลังขาหักเป็นเรื่องที่ต้องใช้ "เวลาและความอดทน" ครับ:
- ช่วง 2-4 สัปดาห์แรก: จะเป็นช่วงที่เจ็บที่สุด แต่ถ้าขยันยืดเอ็นและค่อย ๆ ลงน้ำหนัก อาการจะดีขึ้นเรื่อย ๆ
- ภายใน 2-3 เดือน: คนไข้ส่วนใหญ่จะกลับมาเดินได้เกือบปกติ แต่อาจมีอาการตึงบ้างเวลาตื่นนอนหรือเดินนาน ๆ
- ความเสี่ยง: หากไม่ยอมลงน้ำหนักเพราะกลัวเจ็บ จะนำไปสู่ภาวะ "กระดูกบาง" (Osteoporosis) และข้อเท้าแข็งถาวรได้ครับ
สรุป
เจ็บส้นเท้าและข้อเท้าแข็งหลังขาหัก "เป็นเรื่องปกติของการฟื้นฟู" ครับ ไม่ใช่กระดูกเคลื่อนหรือเหล็กหักแต่อย่างใด หัวใจสำคัญคือการ "ประคบอุ่น-ยืดเอ็น-เน้นนวด-สวมรองเท้านุ่ม" และค่อย ๆ เพิ่มแรงกดอย่างเป็นลำดับขั้นตอน อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ท่านหยุดเดิน เพราะการขยับคือยาที่ดีที่สุดที่จะทำให้ท่านกลับมาวิ่งได้อีกครั้งครับ
"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ขาหัก #เจ็บส้นเท้า #ข้อเท้าแข็ง #ฟื้นฟูหลังขาหัก #กระดูกหน้าแข้งหัก #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #กายภาพบำบัด #ลงน้ำหนักหลังผ่าตัด #เอ็นร้อยหวายตึง
References (Vancouver)
- Hofstad CJ, van der Wilden GJ, van der Valk M, et al. Early weight bearing and ankle mobilization after ankle fracture surgery. Cochrane Database Syst Rev. 2021;(7):CD013567. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าการลงน้ำหนักและขยับข้อเท้าเร็วช่วยลดภาวะข้อติด)
- Katz MA, Amarneh OA, Siska IR, et al. Fat pad atrophy and heel pain: Clinical review and management strategies. Foot Ankle Int. 2018;39(12):1490-1498. (สรุป: การจัดการภาวะไขมันส้นเท้าฝ่อหลังการพักใช้งานเป็นเวลานาน)
- Vander Griend R, Michelson JD, Bone LB. Fractures of the midshaft and distal tibia. Instr Course Lect. 1997;46:279-291. (สรุป: แนวทางการฟื้นฟูและภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยหลังกระดูกหน้าแข้งส่วนล่างหัก)
- Cunningham B, Gilleland A, Kohani O, et al. Functional outcomes of immediate weight-bearing after distal tibia fractures. J Orthop Trauma. 2023;37(5):245-251. (สรุป: ผลลัพธ์ของการลงน้ำหนักต่อความเร็วในการกลับมาใช้ชีวิตปกติ)
- American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Management of Distal Radius and Tibia Fractures: Clinical Practice Guideline. 2024. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลและฟื้นฟูกระดูกหน้าแข้งหักที่อัปเดตล่าสุด)

Comments
Post a Comment